ขอบคุณจากหัวใจ…

Posted in Happy on มกราคม 6, 2008 by unspecialme

…รู้ตัวเองอีกทีก็ผ่านพ้นมาจนปีใหม่ ฉันยังคงตื่นใจกับลมหนาวในเดือนธันวา รู้สึกว่าปีนี้ไม่เหมือนปีที่เคยผ่านมา เหมือนมันมีบางอย่างที่ขาดหายไป…

…เย้!!! Happy New Year สวัสดีปีใหม่ คำพูดที่ได้ยินจนกลายเป็นประโยคติดปากในช่วงสิ้นปี พร้อมคำอวยพรต่างๆนานา ขอให้มีความสุข สมหวัง ได้ทุกสิ่งที่ปราถนา รวยๆ เฮงๆ ก็ว่ากันไป เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่หลายคนมีความสุขได้อยู่กันพร้อมหน้า ได้พบปะญาติแบบรวมมิตร (นานๆเจอกันที) คนไกลได้กลับบ้าน ทุกคนมีรอยยิ้มที่สดใสข้ามนาทีปีใหม่ไปพร้อมๆกับคนพิเศษ (ลูกชิ้นไม่งอก) ความรู้สึกแบบนี้ทุกคนสามารถสัมผัสได้เมื่อสิ้นปีนี้ไปและปีใหม่มาถึง บางคนถึงขนาดวางแผนเที่ยวตั้งแต่ต้นปีเลยก็มี และฉันก็เป็นหนึ่งคนที่ได้ผ่านช่วงเวลาที่มีความสุขนี้มาพร้อมกับความรู้สึกมากมายที่บอกไม่ถูก ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ไปเที่ยวดอยสอยดาวนั่งหาวอยู่ใต้พระจันทร์ (เต็มดวง) ก็เถอะ แต่ก็คุ้มกับการทำให้ใครอีกหลายๆคนที่ไม่รู้จักได้มีความสุข ได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำอย่างเช่น ตีซี้ใครก็ไม่รู้ที่มาเที่ยวงานอย่างเมามันประหนึ่งว่ารู้จักกันมาแต่ชาติปางไหน แปลงกายเป็นเจ๊ย ณ เพชรบูรณ์ ตอนนี้ไปไหนใครที่จำได้ก็จัดการเปลี่ยนชื่อให้เรียบร้อย ดันไปเจอคนที่เล่นด้วยซะอีก เอ้า!!เจ๊ยก็เจ๊ย อ้ายแหยม..เจ๊ยอยากได้ดวงจันทร์ อยากได๋ อยากได้…ฮากันไปสามบ้านแปดบ้าน ฮามากมาย ฮาได้อีก นึกแล้วก็ยังอาย (ที่ทำไปหน่ะอายนะนั่น) ว่ากล้าทำได้ไง อ๋อ! ลืมไปได้ชื่อใหม่อีกชื่อ อันนี้คุณพี่ผู้ใจดีที่สถานีตั้งให้ ปุ้ย เชิญยิ้ม กะว่าถ้าไม่ได้เป็นดีเจก็จะไปเอาดีทางเล่นตลกแล้วนะเนี่ย ไม่เป็นไรหนูทำได้ อยากให้ทำอะไรบอกมาจัดไปอย่าให้เสีย จ้าง50เล่นซะ500 สนุกดีก็บอกแล้วไงว่าได้ทำสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะทำได้ ภูมิใจนะเนี่ยมีลูกจะเล่าให้ลูกฟังว่าตอนสาวๆแม่เก่งขนาดไหน

…หลังจากปีใหม่มาทุกอย่างก็เข้าสู้ภาวะปกติ เก็บของ ทำงาน ไม่สบายกันไปตามระเบียบ ดูแลกันไปแบ่งยากันกินจะได้หายพร้อมๆกัน นี่คือการรักษาที่บ้านเรา มีฉลองหลังงานเสร็จ จับของขวัญ ร้องเกะ เฮฮาปาจิงโกะ นี่แหละบ้านเราไม่มีคำอวยพรที่เป็นทางการคงเพราะรู้กันอยู่แล้วว่าทุกคนรู้สึกยังไง มันอาจจะมากเกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ แต่นอกเหนือจากคำอวยพรก็อยากพูดคำว่า “ขอบคุณ” คำสั้นๆที่มากด้วยความหมาย

ขอบคุณ…ทุกวินาทีที่ยังมีลมหายใจ

ขอบคุณ…ทุกนาทีทำให้รู้ว่ามีใครให้คิดถึง ห่วงใย

ขอบคุณ…ทุกชั่วโมงที่ได้มีโอกาสทำให้ใครก็ได้มีความสุข

ขอบคุณ…ทุกวันที่เรายังได้อยู่ด้วยกัน

ขอบคุณ…ทุกปีที่ทำให้เราผ่านช่วงเวลาที่มีค่าไปพร้อมๆกัน

ขอบคุณ…ทุกคนที่คอยให้กำลังใจ ให้การสนับสนุน ช่วยเหลือมาโดยตลอด

ขอบคุณ…ทุกสิ่งทุกอย่างที่มี ที่เป็น ในวันนี้

และ ขอบคุณ…ทุกคน ทุกสิ่ง ที่อาจจะเคยลืมขอบคุณไป…

…ขอบคุณค่ะ…

cark4.jpg

Pui Sport Day…

Posted in Funny on ตุลาคม 24, 2007 by unspecialme

…ยาหม่องตราฤาษีขี่มอเตอร์ไซค์ (รถเครื่อง) ใส่หมวกกันน๊อค สรรพคุณครอบจักรวาลจากโรคนี้ถึงโรคหน้า ปวดหัวใจ ไตอักเสบ เป็นเหน็บลามไปถึงลิ้นปี่ รักษาได้หมดทาถู ทาถู พร้อมท่องนะโมถอยหลัง 3 จบ…อ่ะ! สงสัยหน่ะซิวันนี้มาแปลกๆ (เพี้ยน) เปล่ามาขาย เปล่าเป็นพรีเซ็นเตอร์ และไม่ได้มีลูกค้ารายใหม่เป็นร้านขายยาแผนโบราณด้วย แต่ที่นึกถึงยาหม่องก็เพราะว่า เมื่อวานไปฟิตเนสมาในรอบหลายปี (ขอย้ำว่าหลายปี จนลืมไปล่ะ) ฉลองรองเท้าคู่ใหม่ในรอบ 2 ปี

…เดี๋ยวนี้หลายคนหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น สังเกตุได้จากคนที่มารวมตัวกันกระทำชำเลาเครื่องกายภาพบำบัด อุ๊ย! ไม่ใช่เครื่องออกกำลังกาย แล้วไหนจะคนที่มาเป็นเพื่อนแต่ทำทีเหมือนจะมาออกกำลังกายซะเองอีกมากโข…นี่แสดงว่านอกเหนือจากการตั้งหน้าตั้งตาบ้างานเพื่อหวังโบนัสเพิ่ม 0.01% ที่จะได้ตอนสิ้นปีแล้วเนี่ย ยังให้ความสำคัญกับสุขภาพ อายุ และ สังขารกันอีกด้วย เป็นนิมิตรหมายที่ดีที่เราทุกคนจะได้มีร่างกายที่แข็งแรงมากขึ้น จะได้อยู่กับคนที่รักไปนานๆ (เออ! ฟังดูดีน้าเนี่ย) แต่สำหรับฉันแล้วแรงบันดาล และสิ่งเร้าที่ทำให้ลุกขึ้นมาวิ่งเข้าฟิตเนสก็คือ ประการที่หนึ่ง อย่างที่บอกไปแล้วว่าฉลองรองเท้าใหม่ ประการที่สอง เห็นพี่ๆน้องๆที่สถานีเค้าออกกำลังกายกันโครมๆ แต่ฉันกลับนั่งอยู่หน้าคอมจิมน้ำชาสนทนากับญาติผู้ใหญ่ (Google) มันก็จะดูเป็นการเอาเปรียบกันจนเกินไป เพราะเดี่ยวจะเหนื่อยไม่เท่ากัน ประการที่สาม เวลาจัดรายการมักพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพ จะให้รู้จริงมันก็ต้องลงมือทำเองจะได้น่าเชื่อถือ และประการสุดท้ายสำคัญสุด สงสัยจะเป็นความรู้สึกที่ตกตะกอนอยู่ในซอกหลืบของหัวใจ มันถูกกวนให้ขุ่นโดยไม่มีสาเหตุอยู่ดีๆก็นึกคึกเอ่ยปากชวนไปฟิตเนสซะงั้น…1 ชั่วโมงกับการอยู่ในฟิตเนส ทำความรู้จักกันเพื่อนหน้าตาประหลาด ถามอะไรก็ไม่พูด มีแต่ปุ่มให้กดอยู่ซักพัก ความเหนื่อยก็ถามหา (อย่าแรง) ทั้งยืดกล้ามเนื้อ กระชับสัดส่วน (พุง) ปั่นจุ๊กกูยาน วิ่งบนลู่ทดเวลาบาดเจ็บ (สายหลุด) ไปเกือบ 15 นาที เหนื่อยๆม๊ากมาก ขอบอก รู้สึกเหมือนโลกหมุนด้วยความเร็ว 60 กิโลเมตรต่อนาที น้ำในหูไม่เท่ากันชั่วขณะ ส่งผลให้เสียศูนย์ เดินตะแคงเป็นปูนาขาเกซะงั้น…

กลับมาสถานีรู้สึกได้ถึงความปล่อยวาง ความทะยานอยากเหือดหาย ไม่อยากทำอะไรแม้แต่จัดรายการ “น้องๆวันนี้พี่ขอ!!!!ไม่จัดแทนให้วันนึงหล่ะกัน วานคนอื่นนะน้องงงงงง” พอหายเหนื่อยก็ดี ตัวเบาๆขึ้น สบายตัวดี นี่หล่ะคือผลดีของการออกกำลังกาย สามารถใช้ได้กับคนที่ออกอยู่เป็นประจำ แต่สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มออกมันไม่ใช่เลยค๊าบบบบ…เช้าวันรุ่งขึ้น ปวดแขน เจ็บไหล่ เมื่อยหน้าท้อง ปานร่างกายจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ทุกความปวดเมื่อยลุมเล้า ครั้งแรกก็อย่างนี้แหละ เดี๋ยวก็ชิน ต้องอาศัยความอดทนและความพยายามอันสูงสุด ท่องไว้เพื่อความสวย อยากสวยก็ต้องทนช่วยไม่ได้ ดันไม่ได้พกความสวยออกมาจากท้องหม่อมแม่ตั้งแต่เกิดเองทำไมเล่า เพราะฉะนั้นอยากได้อะไรก็ต้องทำเอาเองน้าเธอ…

…ก่อนไปขอฝากไว้อีกนิดพี่เพิ่งจะ 23 นะจ๊ะน้อง ไม่ใช่ 32 อย่าเพิ่ง อย่าเพิ่ง เดี่ยวจะพิสูจน์ให้ดู ว่าคนสวย หน้าตาดี และมีแฟนน่ารักอย่างเจ๊เนี่ย…มีอะไรบ้างที่ตั้งใจแล้วทำไม่ได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!!!  

 untitled.gif

ความหมายที่มากกว่า…

Posted in Relax on ตุลาคม 17, 2007 by unspecialme

…เล่นเน็ต เล่นเน็ต Online ขึ้นสมอง จนได้ขึ้นแท่นเลื่อนขั้นมีญาติผู้ใหญ่เป็น igoogle ไปแล้วเรียบร้อย (โรงเรียน Diamond wave)…วันนี้เลยมีรูปที่ได้มาจากคลังข้อมูลของญาติสนิทมาฝากกัน…แต่อย่าดูอย่างเดียวนะ (บังคับ) อยากให้ดูแล้วช่วยบอกด้วยว่าคิดถึงอะไร…มาดูกันซิว่าเราจะใจตรงกันรึเปล่าเอ่ย?…

007.gif

 รูปนี้…นึกถึงฤดู ความแตกต่างแต่พอมาอยู่รวมกันแล้วสวยอ่ะ (ผู้หญิงวนซ้าย ผู้ชายวนขวา)

006.gif

รูปนี้…นึกถึงสีก่อนเลยอันดับแรก หม่นๆแต่สดใส…

001.gif

รูปนี้…ดูแล้วไม่นึกถึง แต่แอบอิจฉา (โอ้หล่ะหนอ! My love…)

 004.gif

รูปนี้…เหอะๆดูแล้วนึกถึง…ตัวเองก่อนเลยเป็นอันดับแรก ง่า!!! (สุดที่รัก ถ้าโทรมาช่วยรับหน่อยนะจ๊ะ)

 003.gif

รูปนี้…นึกถึงผักก่อนเลย (ไม่กินผัก) น่ารักดีแต่…ชาตินี้ที่รัก เราคงรักกันไม่ได้ ซะงั้น!

122.gif

รูปนี้…นึกถึงอตีด (น่าจะตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษ จะได้แปลถูก ฮุ ฮุ) แต่สวยชอบๆ

005.gif

รูปนี้…นึกถึงขีดๆ เขียนๆ (ขอเดาว่าคนวาดจะรีบไปซื้อยาฆ่าแมลงชัวร์!…)

002.gif

รูปนี้…อะฮ่า!นึกถึงตัวเองอีกแล้ว (ก็คนมันมีอยู่เสียงเพลงอยู่ในหัวใจ อยู่ที่ไหนก็ไม่เหงา อิอิ…)

………………………………………………………………………………………

หมดหล่ะค่ะ คุณหล่ะคะใจตรงกันกี่รูปเอ่ย?…

The Meaning Of My Life…

Posted in Lonely on ตุลาคม 16, 2007 by unspecialme

…หายไปจากการบ่นบน Blog ของตัวเองไปซะนานจนมีคนแซวว่าฝุ่นเกะแล้วมั้งป่านนี้…ก็แหม! งานมันยุ่งนี่หน่าแล้วอีกอย่างยังนึกไม่ออกว่าจะเล่าเรื่องอะไร (ก่อน) ดี ทุกวันตั้งแต่เช้าเจอะเจอตั้งหลายเรื่องสบอารมณ์ (เจ๊) บ้าง เรื่องไม่ใจบ้างก็เยอะ…ยิ่งตอนนี้เพิ่งผ่านพ้นการทำงานที่ยิ่งใหญ่ 5 วันกับการทำงานแบบลืมตาย (เพื่อโล่แพสตินัม ใบประกาศเกียรติคุณตอนสิ้นปี อิอิ…) แต่ก็สนุกมากกับการทำงานในทุกครั้ง…เคยมีคนบอกว่าการที่จะได้บางสิ่ง ก็ต้องแลกกับการเสียบางอย่างไปด้วย ถึงต้องเหนื่อยแต่แลกกับความสุขฉันคิดว่าคุ้มนะ ว่ามั้ย?…

…เมื่อวานนั่งทำงาน แล้วบังเอิญได้ยินเพลงเพลงหนึ่ง รู้สึกสะดุดตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ฟัง เนิ้อเพลงพูดถึงความรักของคนๆหนึ่งที่มีความรักให้กับใครอีกคนหนึ่ง…ที่จริงก็คงจะเป็นเพลงธรรมดาทั่วไป แบบฉันรักเธอ เธอรักฉัน ที่เราๆฟังกันอยู่ทุกวัน…เพลงนี้พูดถึงความรักที่มีให้ใครอีกคนนั้นจริง แต่ว่าความรู้สึกที่เรียกว่ารักนั้น มาจากความรู้สึกที่หมายถึงการให้ ให้ด้วยใจไม่ใช่ด้วยความเสน่หา ความมั่นคงอดทนรอคอยใครอีกคนลืมตาหรือเพียงแค่ได้ยินสิ่งที่เค้าอยากจะบอก…น้ำตาที่หยดลงบนมือไหลมาจากอวัยวะที่เรียกว่า”หัวใจ”  ถ้าเธอคงนั้นรับรู้ได้ว่าเค้ารู้สึกยังไง ฉันเชื่อว่าเธอคงกำลังต่อสู้กับบางอย่างเพื่อกลับมาหาเค้าอีกครั้งแน่นอน…

…The Meaning Of My Life ความหมายของการมีชีวิตอยู่ เหตุผลข้อเดียวที่ทำให้หายใจอยู่เพื่อใครบางคน ในชีวิตจริงจะมีใครที่เป็นแบบนี้บ้างมั้ยน้า?…เป็นคำถามที่ฉันสงสัย (แอบคิดในใจว่าอยากเป็นเธอที่โชคดีคนนั้น) เพลงบางเพลงก็แต่งมาจากเรื่องจริงบางเรื่องนี่แหละ และถ้าเพลงนี้จะมาจากความรักที่เกิดขึ้นจริงของคู่รักที่ไหนซักคู่ ก็คงไม่แปลก…เค้าทั้งสองคนคงจะโชคดีมากๆที่หากันจนเจอและคงไม่จากกันไปไหนอีก…ฉันของเรียกว่า “รักแท้” หล่ะกัน

…สำหรับใครที่อาจจะจับผลัดจับผลู เข้ามาอย่า Blog ของฉันทั้งที่ตั้งใจหรือไม่ก็แล้วแต่ หนึ่งคำถามที่อยากถาม แบบว่าไม่ต้องตอบก็ได้แค่อยากให้ลองคิดดูว่า “The Meaning Of My Life…ของคุณคืออะไร?”

  1.gif

สิ่งเล็กน้อย…ที่ยิ่งใหญ่…

Posted in Happy on กันยายน 23, 2007 by unspecialme

…วันนี้มาจัดรายการพร้อมกับอากาศที่ร้อนเหมือนเดิม และมีทีท่าว่าจะร้อนขึ้นอีกเรื่อยๆ

…2 ชั่วโมงผ่านไปไวเหมือนโกหกออกมาจากห้องส่งพร้อมกับความเย็นของแอร์ เคยพูดเล่นๆกันว่าที่ต้องเปิดแอร์เย็นอย่างนี้ก็เพราะกลัวนักจัดรายการจะเน่า (ทำให้นึกถึงอะไรบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก เหอะๆ)

…หลังจากที่ได้มีการจับยามสามตาดูแล้วว่านี่แหละ คือเวลาที่เหมาะสมที่สุดกับการทำตัวเป็นคนที่มีคุณค่าทางสารอาหาร ด้วยการขนขยะไปทิ้ง (ดูเหมือนเป็นภาระกิจที่ยิ่งใหญ่ซะนี่กะไร!) ว่าแล้วก็ไม่รอช้าเดินย่ำต๊อกหิ้วถุงขยะใบโตฝ่าแสงอาทิย์ ที่คิดว่าเชื่อโรคในขยะมันต้องตายแน่ถ้าตั้งมันไว้กลางแดดเกิน10นาที…มาถึงตรงนี้ถ้าใครได้อ่านก็คงคิดเหมือนกันว่า”แล้วไง ไม่เป็นแปลกใครๆก็ทิ้งขยะกันได้ไม่เห็นต้องมาอธิบายให้เมื่อยตุ้มเลย?”…หรือถ้าไม่ก็ปล่อยมันไว้อย่างนั้นแหละ

…จริงอยู่มันอาจดูเป็นเรื่องที่ธรรมดาม๊ากมาก ซึ่งตัวเองก็คิดอย่างนั้นมาตลอดจนกระทั่งการทิ้งขยะในวันนี้กลับทำให้เห็นอะไรบางอย่างที่เคยมองข้าม ไม่สนใจ ไม่ใส่ หรือไม่ก็ลืมไปแล้วว่าความรู้สึกแบบนี้อยู่บนโลกนี้ด้วย…ภาพที่เห็นคือยายคนหนึ่งที่ดูอายุแล้วน่าจะอยู่บ้านมากกว่าที่จะออกมาเดินกลางแดดมีเพียงหมวกงอบเก่าๆใบหนึ่งที่พอบังความร้อนได้กับเสื้อแขนยาวนุ่งผ้าถุง…ยืนอยู่ข้างรถเข็นคู่ใจที่ดูจาดสภาพแล้วน่าจะเก็บเข้าพิพิธภัณฑ์หรือขึ้นทะเบียนเป็นวัตถุโบราณของเก่าหายากได้แล้ว บนรถเต็มไปด้วยกระดาษ ขวดที่ไม่ใช้แล้ว เศษอะไรต่อมิอะไรที่น่าจะแปรรูปเป็นเงินได้…”มีขวดมั้ยหนู?” นั่นคือประโยคที่ได้ยินคุณยายแกร่งหัวใจเกินร้อยถามฉันตอนเดินผ่านไป…”ไม่มีหรอกค่ะ” ปากไวตอบไปทั้งที่ไม่รู้ว่าข้างในถุงสีดำที่ถืออยู่มีอะไรบ้าง หรือถ้ามีก็ไม่ได้มีความหมายใดก็นี่มันเป็นแค่ขยะ…จบการสนทนาที่คิดว่าสั้นที่สุดในโลกถุงดำที่อยู่ในมือก็ลงไปอยู่ในถังเป็นขยะโดยสมบูรณ์

…”ช่วงนี้อะไรๆก็แย่…” เสียงเดิมพูดกับฉันพร้อมๆกับการเดินเข้ามาที่ถังขยะเพื่อหาสิ่งที่ต้องการ ราวกับเคยทำตกไว้เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่คราวนี้ไม่มีเสียงตอบรับจากสัณญาณที่ท่านเรียก…ไม่มีคำพูดนอกจากรอยยิ้ม และความคิดที่แล่นผ่านเข้ามาในหัวสมองที่มากด้วยรอยหยัก ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่ในสถานะไหน ต่างพูดคล้ายๆกัน “ทำงานแทบตายได้พันห้า เดินไปเดินมาได้ห้าพัน” เคยได้ยินจนชินหูในสมัยที่อะไรยังมีมากพอ แต่เดี๋ยวนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ “ทำงานแทบตายได้ไม่ถึงพัน ถ้าอยู่เฉยๆก็ต้องกอดคอกันอดตายแน่นอน” ฉันคิดว่ายายก็คงจะคิดอย่างนี้เหมือนกันถึงไม่ยอมอยู่บ้านเฉยๆ รอคอยใครมาหยิบยื่นสิ่งต่างๆให้ ต่างจากอีกหลายคนที่ร่ายกายยังพร้อมแต่กลับไม่ทำอะไรเลยทำตัวเป็นสิ่งมีชีวิตที่หายใจได้ไปวันๆ ไร้ค่าหมดประโยชน์ก่อนถึงเวลาอันควร “มือถือเครื่องนี้ซื้อมาเท่าไหร่หรอ? ดูท่าคงจะแพงน่าดู” เมื่อให้ความสำคัญของวัตถุมากกว่าจิตใจ แล้วไง! แค่เครื่องมือสื่อสารที่ทำอะไรไปได้ไม่มากกว่าโทรออก-รับสาย-ถ่ายคลิป แต่เครื่องนึงแทบจะต้องจำนำน้องควาย ขายที่นามาซื้อกันเลยทีเดียว…กับบางคนจะหาเงินซื้อข้าว (กะเพราไก่ ไข่ดาวไม่สุก) กินซักจานยังดูเป็นอะไรที่ยากเหลือเกิน แอบคิดเข้าข้างตัวเองเมื่อวันวานยังหวานอยู่ถ้าได้เป็นผู้ที่มีอำนาจมากพอสิ่งแรกที่จะทำคือ “จะทำให้ประเทศนี้ไม่มีคนจน ทุกคนจะต้องมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” (ประโยคนี้เหมือนเคยได้ยินมาจากที่ไหนซักแห่ง) นี่ถ้ากองประกวดนางสาวไทยมาได้ยินเชื่อซิ! มงกุฎจะต้องเป็นของฉันแน่นอน ฮา ฮา ฮ่า…

…ฉันไม่รู้ว่ายายต้องเดินตากแดดเก็บของเก่าที่เราๆไม่ใช้แล้วตีค่าว่าเป็นแค่ขยะมานานเท่าไหร่ หรือถ้าลองให้คิดเล่นๆ ก็น่าจะนานจนรู้แล้วว่าทั้งหมู่บ้านมีถังขยะกี่ใบ แล้วยังมีที่แอบกองๆกันไว้ทั้งที่ถังก็อยู่ห่างไม่ถึงเมตรอีกกี่กอง แต่นั่นก็ไม่ได้มีความหมายมากไปกว่าสิ่งที่ฉันมองข้ามไม่รู้ว่ายายเดินถนนสายนี้มากี่ครั้ง วันไหน เวลาเท่าไหร่ เพราะทั้งหมดมาจากความไม่สนใจไม่มีเวลามากพอที่จะไปคอยมองคนอื่นอยู่ได้ทุกวี่ทุกวัน เหมือนๆกันกับที่หลายคนเป็นอยู่ในขณะนี้ แต่ถ้าบางครั้งเราหยุดแล้วมองดูรอบๆ ก็อาจจะเห็นบางสิ่งที่อยู่ที่เดิมรอให้เราใส่ใจมาโดยตลอดก็เป็นได้ เหมือนกับตัวฉันในวันนี้ที่หยุดมองยาย พร้อมกับถุงที่อยู่ในมืออีกใบแต่คราวนี้ข้างในไม่ใช่ขยะเพราะมันคือสิ่งที่ฉันคิดว่ายายกำลังหาอยู่…”มีขวดมาฝากค่ะ” ฉันยื่นถุงให้ยายคนเดิมหลังจากที่เดินกลับเข้ามาก้มๆเงยๆเก็บขวดเปล่าที่กองหมดความหมายอยู่หลังบ้านมานานแรมเดือน พร้อมกับรอยยิ้มที่ทั้งคู่ต่างมีให้กัน “ขอบใจมากนะจ๊ะ” เพียงสั้นๆแต่มากด้วยความรู้สึกที่ทำให้หัวใจพองโต ”ไม่เป็นไรค่ะ”…หนึ่งประโยคตอบกลับที่มาจากความปลื้มใจ

…ความจริงฉันเองก็ไม่ได้ต่างจากยายเท่าไหร่นักเพียงแค่ไม่ได้ออกไปเดินตามท้องถนนเท่านั้นเอง มีทั้งขวด กระดาษหนังสือพิมพ์ กล่อง ที่เก็บไว้หวังว่าวันหนึ่งเมื่อมีมากพอก็จะชั่งกิโลขายได้ตังค์มากินหนม ด้วยนิสัยที่ได้สืบทอดมาจากหม่อมแม่มาเต็มๆ มัธยัสถ์สุดโต่ง งกสุดชีวิต ทุกอย่างเป็นเงินเป็นทองไปซะหมด จนได้มาเจอยายในวันนี้เพียงเวลาไม่นานแต่ได้บางอย่างกลับมามากมายโดยที่อีกฝ่ายคงไม่รู้ตัว โลกนี้มีผู้รับมากกว่าผู้ให้เสมอ แต่ตราบใดที่เรามีมากพอขอแค่อย่าท้อที่จะแบ่งให้กัน ตัดใจยกของของเราให้คนอื่นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากทำได้คุณจะเป็นที่รัก…ทั้งหมดที่เกิดขึ้นฉันไม่ได้ทำเพราะต้องการให้ใครมารัก มอบโล่หรือใบประกาศเกียรติคุณให้แต่อย่างใดเคยมีคนบอกว่า “ยิ่งให้ ยิ่งได้รับ” ใช่!! วันนี้ฉันเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ขวดไม่กี่ใบแลกกับความปลื้มใจที่ยากจะอธิบายเป็นตัวหนังสือได้ รอยยิ้มที่มาจากใจซึ่งหาได้ยากเหลือเกินในสังคมตอนนี้ ฉันว่าคุ้มเกินคุ้ม แถมยังได้กำไรเอาไว้อมยิ้มเวลากลับมานึกถึงอีก

…17.04 น. ฉันเล่าเรื่องนี้อยู่หน้าคอม ไม่รู้ว่าในเวลาเดียวกันนี้ยายจะเดินไปไกลถึงไหนหรือว่าจะกลับบ้านไปหาคนรัก อาจจะเป็นคุณตาที่อยู่ร่วมกันมาเกือบค่อนชีวิต หลานวัยกำลังน่ารักซักคน หรือสัตว์เลี้ยงที่แสนซื่อสัตย์ซักตัว…แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันอยากจะบอกยาย “ขอบคุณค่ะ อ๋อ!! ยายคะ…ขวดขายได้กิโลเท่าไหร่หรอ?”…