…วันนี้มาจัดรายการพร้อมกับอากาศที่ร้อนเหมือนเดิม และมีทีท่าว่าจะร้อนขึ้นอีกเรื่อยๆ
…2 ชั่วโมงผ่านไปไวเหมือนโกหกออกมาจากห้องส่งพร้อมกับความเย็นของแอร์ เคยพูดเล่นๆกันว่าที่ต้องเปิดแอร์เย็นอย่างนี้ก็เพราะกลัวนักจัดรายการจะเน่า (ทำให้นึกถึงอะไรบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก เหอะๆ)
…หลังจากที่ได้มีการจับยามสามตาดูแล้วว่านี่แหละ คือเวลาที่เหมาะสมที่สุดกับการทำตัวเป็นคนที่มีคุณค่าทางสารอาหาร ด้วยการขนขยะไปทิ้ง (ดูเหมือนเป็นภาระกิจที่ยิ่งใหญ่ซะนี่กะไร!) ว่าแล้วก็ไม่รอช้าเดินย่ำต๊อกหิ้วถุงขยะใบโตฝ่าแสงอาทิย์ ที่คิดว่าเชื่อโรคในขยะมันต้องตายแน่ถ้าตั้งมันไว้กลางแดดเกิน10นาที…มาถึงตรงนี้ถ้าใครได้อ่านก็คงคิดเหมือนกันว่า”แล้วไง ไม่เป็นแปลกใครๆก็ทิ้งขยะกันได้ไม่เห็นต้องมาอธิบายให้เมื่อยตุ้มเลย?”…หรือถ้าไม่ก็ปล่อยมันไว้อย่างนั้นแหละ
…จริงอยู่มันอาจดูเป็นเรื่องที่ธรรมดาม๊ากมาก ซึ่งตัวเองก็คิดอย่างนั้นมาตลอดจนกระทั่งการทิ้งขยะในวันนี้กลับทำให้เห็นอะไรบางอย่างที่เคยมองข้าม ไม่สนใจ ไม่ใส่ หรือไม่ก็ลืมไปแล้วว่าความรู้สึกแบบนี้อยู่บนโลกนี้ด้วย…ภาพที่เห็นคือยายคนหนึ่งที่ดูอายุแล้วน่าจะอยู่บ้านมากกว่าที่จะออกมาเดินกลางแดดมีเพียงหมวกงอบเก่าๆใบหนึ่งที่พอบังความร้อนได้กับเสื้อแขนยาวนุ่งผ้าถุง…ยืนอยู่ข้างรถเข็นคู่ใจที่ดูจาดสภาพแล้วน่าจะเก็บเข้าพิพิธภัณฑ์หรือขึ้นทะเบียนเป็นวัตถุโบราณของเก่าหายากได้แล้ว บนรถเต็มไปด้วยกระดาษ ขวดที่ไม่ใช้แล้ว เศษอะไรต่อมิอะไรที่น่าจะแปรรูปเป็นเงินได้…”มีขวดมั้ยหนู?” นั่นคือประโยคที่ได้ยินคุณยายแกร่งหัวใจเกินร้อยถามฉันตอนเดินผ่านไป…”ไม่มีหรอกค่ะ” ปากไวตอบไปทั้งที่ไม่รู้ว่าข้างในถุงสีดำที่ถืออยู่มีอะไรบ้าง หรือถ้ามีก็ไม่ได้มีความหมายใดก็นี่มันเป็นแค่ขยะ…จบการสนทนาที่คิดว่าสั้นที่สุดในโลกถุงดำที่อยู่ในมือก็ลงไปอยู่ในถังเป็นขยะโดยสมบูรณ์
…”ช่วงนี้อะไรๆก็แย่…” เสียงเดิมพูดกับฉันพร้อมๆกับการเดินเข้ามาที่ถังขยะเพื่อหาสิ่งที่ต้องการ ราวกับเคยทำตกไว้เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่คราวนี้ไม่มีเสียงตอบรับจากสัณญาณที่ท่านเรียก…ไม่มีคำพูดนอกจากรอยยิ้ม และความคิดที่แล่นผ่านเข้ามาในหัวสมองที่มากด้วยรอยหยัก ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่ในสถานะไหน ต่างพูดคล้ายๆกัน “ทำงานแทบตายได้พันห้า เดินไปเดินมาได้ห้าพัน” เคยได้ยินจนชินหูในสมัยที่อะไรยังมีมากพอ แต่เดี๋ยวนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ “ทำงานแทบตายได้ไม่ถึงพัน ถ้าอยู่เฉยๆก็ต้องกอดคอกันอดตายแน่นอน” ฉันคิดว่ายายก็คงจะคิดอย่างนี้เหมือนกันถึงไม่ยอมอยู่บ้านเฉยๆ รอคอยใครมาหยิบยื่นสิ่งต่างๆให้ ต่างจากอีกหลายคนที่ร่ายกายยังพร้อมแต่กลับไม่ทำอะไรเลยทำตัวเป็นสิ่งมีชีวิตที่หายใจได้ไปวันๆ ไร้ค่าหมดประโยชน์ก่อนถึงเวลาอันควร “มือถือเครื่องนี้ซื้อมาเท่าไหร่หรอ? ดูท่าคงจะแพงน่าดู” เมื่อให้ความสำคัญของวัตถุมากกว่าจิตใจ แล้วไง! แค่เครื่องมือสื่อสารที่ทำอะไรไปได้ไม่มากกว่าโทรออก-รับสาย-ถ่ายคลิป แต่เครื่องนึงแทบจะต้องจำนำน้องควาย ขายที่นามาซื้อกันเลยทีเดียว…กับบางคนจะหาเงินซื้อข้าว (กะเพราไก่ ไข่ดาวไม่สุก) กินซักจานยังดูเป็นอะไรที่ยากเหลือเกิน แอบคิดเข้าข้างตัวเองเมื่อวันวานยังหวานอยู่ถ้าได้เป็นผู้ที่มีอำนาจมากพอสิ่งแรกที่จะทำคือ “จะทำให้ประเทศนี้ไม่มีคนจน ทุกคนจะต้องมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” (ประโยคนี้เหมือนเคยได้ยินมาจากที่ไหนซักแห่ง) นี่ถ้ากองประกวดนางสาวไทยมาได้ยินเชื่อซิ! มงกุฎจะต้องเป็นของฉันแน่นอน ฮา ฮา ฮ่า…
…ฉันไม่รู้ว่ายายต้องเดินตากแดดเก็บของเก่าที่เราๆไม่ใช้แล้วตีค่าว่าเป็นแค่ขยะมานานเท่าไหร่ หรือถ้าลองให้คิดเล่นๆ ก็น่าจะนานจนรู้แล้วว่าทั้งหมู่บ้านมีถังขยะกี่ใบ แล้วยังมีที่แอบกองๆกันไว้ทั้งที่ถังก็อยู่ห่างไม่ถึงเมตรอีกกี่กอง แต่นั่นก็ไม่ได้มีความหมายมากไปกว่าสิ่งที่ฉันมองข้ามไม่รู้ว่ายายเดินถนนสายนี้มากี่ครั้ง วันไหน เวลาเท่าไหร่ เพราะทั้งหมดมาจากความไม่สนใจไม่มีเวลามากพอที่จะไปคอยมองคนอื่นอยู่ได้ทุกวี่ทุกวัน เหมือนๆกันกับที่หลายคนเป็นอยู่ในขณะนี้ แต่ถ้าบางครั้งเราหยุดแล้วมองดูรอบๆ ก็อาจจะเห็นบางสิ่งที่อยู่ที่เดิมรอให้เราใส่ใจมาโดยตลอดก็เป็นได้ เหมือนกับตัวฉันในวันนี้ที่หยุดมองยาย พร้อมกับถุงที่อยู่ในมืออีกใบแต่คราวนี้ข้างในไม่ใช่ขยะเพราะมันคือสิ่งที่ฉันคิดว่ายายกำลังหาอยู่…”มีขวดมาฝากค่ะ” ฉันยื่นถุงให้ยายคนเดิมหลังจากที่เดินกลับเข้ามาก้มๆเงยๆเก็บขวดเปล่าที่กองหมดความหมายอยู่หลังบ้านมานานแรมเดือน พร้อมกับรอยยิ้มที่ทั้งคู่ต่างมีให้กัน “ขอบใจมากนะจ๊ะ” เพียงสั้นๆแต่มากด้วยความรู้สึกที่ทำให้หัวใจพองโต ”ไม่เป็นไรค่ะ”…หนึ่งประโยคตอบกลับที่มาจากความปลื้มใจ
…ความจริงฉันเองก็ไม่ได้ต่างจากยายเท่าไหร่นักเพียงแค่ไม่ได้ออกไปเดินตามท้องถนนเท่านั้นเอง มีทั้งขวด กระดาษหนังสือพิมพ์ กล่อง ที่เก็บไว้หวังว่าวันหนึ่งเมื่อมีมากพอก็จะชั่งกิโลขายได้ตังค์มากินหนม ด้วยนิสัยที่ได้สืบทอดมาจากหม่อมแม่มาเต็มๆ มัธยัสถ์สุดโต่ง งกสุดชีวิต ทุกอย่างเป็นเงินเป็นทองไปซะหมด จนได้มาเจอยายในวันนี้เพียงเวลาไม่นานแต่ได้บางอย่างกลับมามากมายโดยที่อีกฝ่ายคงไม่รู้ตัว โลกนี้มีผู้รับมากกว่าผู้ให้เสมอ แต่ตราบใดที่เรามีมากพอขอแค่อย่าท้อที่จะแบ่งให้กัน ตัดใจยกของของเราให้คนอื่นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากทำได้คุณจะเป็นที่รัก…ทั้งหมดที่เกิดขึ้นฉันไม่ได้ทำเพราะต้องการให้ใครมารัก มอบโล่หรือใบประกาศเกียรติคุณให้แต่อย่างใดเคยมีคนบอกว่า “ยิ่งให้ ยิ่งได้รับ” ใช่!! วันนี้ฉันเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ขวดไม่กี่ใบแลกกับความปลื้มใจที่ยากจะอธิบายเป็นตัวหนังสือได้ รอยยิ้มที่มาจากใจซึ่งหาได้ยากเหลือเกินในสังคมตอนนี้ ฉันว่าคุ้มเกินคุ้ม แถมยังได้กำไรเอาไว้อมยิ้มเวลากลับมานึกถึงอีก
…17.04 น. ฉันเล่าเรื่องนี้อยู่หน้าคอม ไม่รู้ว่าในเวลาเดียวกันนี้ยายจะเดินไปไกลถึงไหนหรือว่าจะกลับบ้านไปหาคนรัก อาจจะเป็นคุณตาที่อยู่ร่วมกันมาเกือบค่อนชีวิต หลานวัยกำลังน่ารักซักคน หรือสัตว์เลี้ยงที่แสนซื่อสัตย์ซักตัว…แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันอยากจะบอกยาย “ขอบคุณค่ะ อ๋อ!! ยายคะ…ขวดขายได้กิโลเท่าไหร่หรอ?”…
